กลับไปที่รายการดูแลตัวเอง
บทความ
Career

ยิ้มอยู่ข้างนอก แต่ข้างในว่างเปล่า: วิธีฟื้นใจจากการใช้แรงงานทางอารมณ์

ถ้าที่ทำงานคุณยิ้มตลอด แต่ข้างในรู้สึกโหวง นั่นอาจเป็นสัญญาณของการใช้แรงงานทางอารมณ์ มาดูวิธีเติมพลังให้ใจที่เหนื่อยล้ากัน

เวลาอ่าน 6นาทีViews 011 พฤษภาคม 2569
Ad

เคยเป็นแบบนี้ไหม?

ทั้งวันคุณพูดว่า "ขอโทษด้วยนะคะ" และยิ้มให้ลูกค้าทุกคน แต่พอขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าน สีหน้ากลับว่างเปล่าไปหมด กลับถึงบ้าน คนในครอบครัวชวนคุย คุณก็ไม่มีแรงตอบ แถมยังหงุดหงิดโดยไม่มีเหตุผล ข้างนอกคุณเป็นคนใจดี อดทน แต่กลับใจร้อนที่สุดกับคนที่รักที่สุด บางทีก็อดไม่ชอบตัวเองไม่ได้

เกิดอะไรขึ้นกันแน่

การใช้แรงงานทางอารมณ์ (emotional labor) คือการที่ต้องแสดงอารมณ์ตามที่งานกำหนด ไม่ว่าจริง ๆ แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร แนวคิดนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายจากงานศึกษาของนักสังคมวิทยา อาร์ลี ฮอคส์ชิลด์ ที่ศึกษาประสบการณ์ของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ปัจจุบันใช้กันกว้างขวางทั้งงานบริการ คอลเซ็นเตอร์ การแพทย์ การศึกษา งานดูแล ไปจนถึงงานออฟฟิศ

นักวิจัยมักแบ่งการใช้แรงงานทางอารมณ์ออกเป็นสองแบบ แบบแรกคือ การแสดงแค่ผิวนอก (surface acting) คือปล่อยความรู้สึกจริงไว้เหมือนเดิม แล้วเปลี่ยนแค่สีหน้า แบบที่สองคือ การแสดงจากข้างใน (deep acting) คือพยายามปรับความรู้สึกจริง ๆ เช่น ลองมองจากมุมของอีกฝ่าย งานวิจัยหลายชิ้นชี้ไปในทางเดียวกันว่า ยิ่งความรู้สึกจริงกับสิ่งที่แสดงออกห่างกันมาก หรือยิ่งพึ่งการแสดงแค่ผิวนอกเป็นเวลานาน ก็ยิ่งเสี่ยงต่อภาวะหมดพลังทางอารมณ์ ช่องว่างนี้บางครั้งเรียกว่า ความไม่สอดคล้องทางอารมณ์ และถ้ากฎคือ "ต้องสดใสตลอดเวลา" ทั้งที่เราแทบไม่มีทางเลือกเลยแม้เจอคนไม่สุภาพ ภาวะหมดไฟก็มักมาเร็วขึ้น

อารมณ์ที่ถูกกดไว้ไม่ได้หายไป แต่สะสมอยู่ที่ไหนสักแห่ง ความโกรธหรือความน้อยใจที่กลืนไว้ในที่ทำงานจึงอาจระเบิดออกมาต่อหน้าคนที่ปลอดภัยที่สุด อย่างครอบครัวหรือเพื่อน นี่ไม่ได้แปลว่าคุณนิสัยไม่ดี แต่อาจเป็นสัญญาณว่าพลังงานหมดไปกับการจัดการอารมณ์มาทั้งวัน

สิ่งที่ลองทำได้ตั้งแต่วันนี้

1. สร้างประตูกั้นระหว่าง "ตัวเราตอนทำงาน" กับ "ตัวเราจริง ๆ"

ลองกำหนดพิธีเล็ก ๆ ตอนเลิกงาน เช่น เก็บบัตรพนักงานไว้ลึก ๆ ในกระเป๋า หรือพูดในใจตอนเดินออกจากตึกว่า "บทบาทวันนี้จบแล้ว" แค่นี้ก็ช่วยให้ใจสลับโหมดได้ การเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือล้างมือก็เป็นสัญญาณที่ดีเหมือนกัน

2. ตั้งชื่อให้อารมณ์

หลังเจอลูกค้าที่รับมือยาก ลองเรียกชื่ออารมณ์ในใจให้ชัด ๆ เช่น "ตอนนี้เรารู้สึกน้อยใจและถูกดูถูก" มีงานวิจัยชี้ว่าการตั้งชื่ออารมณ์อาจช่วยให้ความรุนแรงของมันเบาลงได้บ้าง แค่จดคำเดียวในแอปโน้ตก็พอ

3. แยกคำพูดของเขาออกจากคุณค่าของเรา

ความโกรธของลูกค้ามักพุ่งไปที่สถานการณ์หรือระบบ ไม่ใช่ตัวตนของเรา ลองบอกตัวเองว่า "เขาโกรธปัญหา ไม่ได้โกรธเรา" แผลในใจจะได้ไม่ลึกเกินไป นี่ไม่ได้หมายความว่าต้องทนต่อความไม่สุภาพ แต่เป็นการฝึกไม่เอาคำพูดเหล่านั้นมาตัดสินคุณค่าของตัวเอง

4. พักแบบที่ไม่ต้องใช้อารมณ์

ถ้าวันหยุดก็มีแต่นัดที่ต้องคอยเอาใจคนอื่น ก็จะไม่เหลือที่ว่างให้ได้ฟื้นตัว ทุกสัปดาห์ลองกันเวลาไว้หลาย ๆ ช่วงที่ไม่ต้องยิ้มให้ใคร เช่น เดินเล่นคนเดียว อาบน้ำนาน ๆ ฟังเพลงที่ชอบ กล้ามเนื้อบนใบหน้าก็ต้องการพักเหมือนกัน

5. หาคนที่ร่วมฝ่าไปด้วยกัน

แค่ได้บอกเพื่อนร่วมงานที่ทำงานแบบเดียวกันว่า "วันนี้เหนื่อยจริง ๆ" ก็ช่วยได้มาก ลองดูด้วยว่าที่ทำงานมีนโยบายคุ้มครองพนักงาน มุมพัก หรือขั้นตอนรับมือลูกค้าที่ก้าวร้าวหรือไม่ การหาระบบที่ทำให้ไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียวก็เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นตัว

เมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือ

ถ้าแค่คิดถึงการไปทำงานก็ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม หรืออารมณ์ด้านชาจนยิ้มไม่ออกแล้ว อาจเป็นสัญญาณว่าภาวะหมดไฟลึกมากขึ้น ถ้านอนไม่หลับ ความอยากอาหารเปลี่ยนไปมาก หรือมักคิดว่า "อยากเลิกทุกอย่าง" ลองขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือบริการสุขภาพจิตในพื้นที่ของคุณ หากอยู่ในภาวะวิกฤต โปรดติดต่อหมายเลขฉุกเฉินหรือสายด่วนช่วยเหลือในพื้นที่ทันที


ถ้าทั้งวันคุณดูแลความรู้สึกของคนอื่นมามากพอแล้ว ตอนนี้ถึงตาคุณบ้าง อยู่กับใจดีไม่ต้องยิ้มก็ได้นะ

#감정노동
#직장스트레스
#소진
#번아웃
#감정회복
Ad

ดูเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

‘Career’ ดูเนื้อหาอื่นในหมวดนี้

เนื้อหานี้ไม่ได้แทนที่คำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญ หากมีอาการรุนแรง โปรดขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต